|
3 ดาบไร้เทียมทาน ฤาจะสยบ 3 G ,Thailand’s Pilot Project of the Decade ?!! |
|
|
|
|
เขียนโดย Webmaster
|
|
ศุกร์, 27 พฤศจิกายน 2009 |
|
ทำงานเป็นสื่อประจำวงการโทรคมนาคมไทยมา18ปี เห็นโครงการใหญ่ๆระดับหลายหมื่นล้านของประเทศนี้มาก็หลาย บางโครงการเป็นตำนานเล่าขาน และก่อเกิด”คนสำคัญ”ในวงการมากมาย แต่ต้องบอกว่า ในรอบสิบปี ไม่น่าจะมีโครงการไหน ทรงความสำคัญ เป็นที่รอคอย เท่าโครงการ 3G !!!
แต่...ไม่มีอุปสรรค ไม่ลากยาว ไม่สาวไส้กันล่อนจ้อน ก็ไม่ใช่ประเทศนี้ ประเทศไทย!! โครงการ 3G ที่หลายคนตั้งความหวัง....หวัง...และรอคอย จนบางคนที่เริ่มลุ้นโครงการตั้งแต่ยังจีบกับแฟน จนตอนนี้ลูกเข้าอนุบาลแล้ว ก็ยังจะต้องลุ้นกันต่อไป ให้มันได้ยังงี้ซีน่า...ประเทศไทย!!
เหตุการณ์ที่ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับกรณีการออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่การเปิดรับฟังความคิดเห็น 3G and Beyond ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จนถึงปัจจุบัน ดูราวกับมีอ้ายโม่งฝีมือชั้นเซียนซ่อนเร้นเป็นผู้กำกับฉากอยู่เบื้องหลัง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเลื่อนกระบวนการออกใบอนุญาต 3G ออกไป พร้อมกับพยายามสร้างเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดิม ทั้ง AIS, DTAC และ TRUE ซึ่งทำธุรกิจโทรศัพท์ 2G ต้องหนึบอยู่กับสัญญาสัมปทานเดิม... หรืออาจเป็นไปได้ว่าอ้ายโม่งต้องการเปิดโอกาสให้ ผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีอะไรๆ ที่ลงตัวกับตน สามารถเดินเข้าประมูลใบอนุญาต 3G โดยไม่ต้องมีการแข่งขันกับผู้ประกอบการรายเดิม แถมยังได้ใบอนุญาตด้วยราคาที่ถูกมากๆ
และแม้จะมีการแถลงข้อคิดเห็นจาก ครม. เศรษฐกิจ ให้กับ กทช. ไปแล้วหลายสัปดาห์ เมื่อ กทช. ได้ทำการสนองตอบด้วยการเพิ่มประเด็นข้อหารือในเรื่องของการแปลงสัญญาสัมปทานของผู้ประกอบการเดิมก่อนเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต 3G ใหม่ ลงในการเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ที่ดูเป็นสัญญาณความคืบหน้าเกิดขึ้น แทบทุกฝ่ายในแวดวงโทรคมนาคมไทยไม่เชื่อว่า การแปลงสัญญาสัมปทานจะเกิดขึ้นได้ภายในเวลาอันสั้น ด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่าการแปลงสัญญาสัมปทานต้องเกิดขึ้นภายใต้ความยินยอมของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย อีกทั้งเชื่อว่าต้องใช้เวลานานมาก และยังสุ่มเสี่ยงต่อการขัดกับรัฐธรรมนูญ
สภาพสุญญากาศที่เหมือนไม่มีผู้ใดออกหน้าเป็นเจ้าภาพเช่นนี้ จึงผลักดันให้ กทช. แสดงบทไม่รู้ร้อนรู้หนาว เดินหน้ากระบวนการออกใบอนุญาต 3G ต่อไป ซึ่งแปลความได้ว่าเป็นการไม่สนองตอบต่อสัญญาณที่อ้ายโม่งส่งผ่านออกมาจากหลายๆ ช่องทาง ซ้ำร้ายไปกว่านั้น กทช. ยังตอกหน้ากลับไปยังอ้ายโม่งด้วยว่า “การแปลงสัญญาสัมปทานเป็นหน้าที่ของกระทรวง ICT มิใช่หน้าที่ของ กทช.”
หมาป่าออกโรง... ไล่ล่าลูกแกะ
เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่อ้ายโม่งซึ่งรับบทเป็นผู้กำกับการแสดงละครเรื่อง “ดึงเวลา 3G” จะเกิดอาการไม่พอใจอย่างสุดขีด ที่ กทช. ไม่ยอมเล่นตามบทที่ตนเองเขียนไว้ ซึ่งเป้าหมายคือการเชือดคอผู้ประกอบการ 2G รายเดิมที่ฝันอยากจะมีใบอนุญาต 3G เป็นของตนเอง เพื่อหลุดพ้นจากสัญญาสัมปทาน “ทาส” ซึ่งเจ้าของสัมปทานที่เป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจไม่อยากให้ทาสหลุดพ้นมือ หวังจะให้ทาสผู้ซื่อสัตย์ส่งส่วยรายได้ให้กับตนเองตลอดไปอีกนานแสนนาน... น่าเศร้าที่ส่วยก้อนนี้ไม่เคยกลับไปถึงมือกระทรวงการคลังเต็มเม็ดเต็มหน่วยสักปี... แถมแว่วๆ ว่ากระทรวงการคลังเองก็เริ่มตหงิดใจถึงส่วยที่ตกหล่นกลางทางเหล่านี้ ถึงขนาดที่พร้อมจะออกหลักเกณฑ์ขอเก็บค่าส่วนแบ่งรายได้สัมปทานเองโดยตรง โดยไม่ผ่านหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้งสองราย กรรมใดใครก่อไว้ก็ดูกันไป... ส่วนตอนนี้เราจะกลับไปดูชะตากรรมของ “ทาส” และบทลงโทษของผู้กำกับที่กำลังสวมวิญญาณเป็นหมาป่ากันต่อไป
ผู้กำกับที่สวมจิตวิญญาณหมาป่าใจร้าย เมื่อเห็นว่าไม่สามารถควบคุม กทช. ได้ดังใจ ทั้งๆ ที่ได้ชักดาบออกมาขู่ถึง 2 เล่มแล้ว!! ดาบเล่มแรกคือการสร้างเงื่อนไขให้มีการแปลงสัญญาสัมปทานก่อนเข้าประมูล ตามด้วย ดาบเล่มที่ 2 คือ ประเด็นเรื่องความมั่นคงของชาติ ซึ่งกำหนดท่าไม้ตายไว้ว่า หากมีหน่วยงานของรัฐเพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเสนอความเห็นว่า คุณสมบัติของผู้ประกอบการที่อยู่ในกระบวนการประมูลใบอนุญาต 3G มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ เท่านี้ก็สามารถตัดสิทธิ์การเข้าประมูลได้โดยทันที… ในเมื่อดาบสองเล่มแรกไม่ขลังพอจะเบรก กทช. ได้ ก็ต้องชักดาบสามออกมา
การร่ายรำดาบเล่มที่สาม เริ่มต้นขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จากข่าวที่ว่า“คลังเตรียมไล่บี้ทีโอที-กสท เร่ง นำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมกับเอกชนเข้าครม. หลังคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความขัด พ.ร.บ. ร่วมทุนมา 2 ปี ยังไม่คืบหน้า เผยทำรัฐสูญเสียรายได้เกือบ 2 แสนล้าน พลิกหาช่องทางเรียกชดเชยจากเอกขน” (ข่าวจาก ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552) เนื้อข่าวบางส่วน ระบุว่า
”ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเร่งรัดให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ดำเนินการนำร่างแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ทั้ง 2 องค์กรทำไว้กับบริษัทเอกชนเพื่อนำเสนอขออนุมัติต่อ ครม. และดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 หลังคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า การแก้ไขสัญญาดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายมาตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สคร. ระบุว่า ทั้ง 2 รัฐวิสาหกิจทำสัญญากับบริษัทเอกชนรวม 10 สัญญา และแก้ไขเพิ่มเติมในสัญญาหลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2533 ซึ่ง สคร.ได้ประเมินความเสียหายเบื้องต้นที่เกิดขึ้น โดย บมจ.ทีโอทีมีความเสียหายเป็นเงินประมาณ 87,390 ล้านบาท และ บมจ. กสท มีความเสียหายเป็นเงิน 50,645 ล้านบาท ไม่รวมกรณีจัดเก็บภาษี สรรพสามิตที่ให้หักจากค่าสัมปทานอีกราว 40,000 ล้านบาท และความเสียหายจากการยกเลิกค่า Access Charge ไปอีกราว 14,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ สคร.ยังมีข้อสังเกตว่า เห็นสมควรให้กระทรวงไอซีที บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท เร่งดำเนินการให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 โดยให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน และในกรณีที่รัฐเสียประโยชน์ จากการดำเนินงานที่ไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว และคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพิกถอนสัญญาหรือข้อตกลงต่อท้ายสัญญา บมจ.ทีโอทีและ บมจ.กสท จะต้องดำเนินการเรียกคืนผลประโยชน์ที่ขาดไปกลับคืนสู่รัฐ”
ดาบเล่มที่สามนี้ท่าทางจะแรงและมีผลบังคับใช้ได้เต็มที่ เพราะเป็นการสั่งการมายังหน่วยงานในสังกัด โดยตรง สามารถสั่งซ้ายหันขวาหันได้ ดูแล้วก็ชวนให้สงสารผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ทุกรายที่ฝ่ามรสุมแห่งวังวนผลประโยชน์ลูกแล้วลูกเล่า และยังต้องเจอะเจอกับอุปสรรคข้างหน้าอีกนานัประการ แถมยังมาจากทุกทิศทาง ไม่ว่าจะจากนายทาสเจ้าของสัญญาสัมปทาน, บรรดาเหลือบที่หวังอยากเข้ามามีเอี่ยวกับเม็ดเงินของโครงการ 3G, กลุ่มคนอยากดังที่อาศัยการแสดงความคิดเห็นผ่านเวทีสาธารณะต่างๆ, รวมไปถึงบรรดาไทยมุงที่โผล่หน้าตามแห่เขาไปเรื่อยๆ ปิดท้ายด้วยตัวละครใหม่อย่าง สคร. (สำนักคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ) ที่แสดงท่าทีชัดเจนว่า ถ้าบรรดาผู้ประกอบการเดิมไม่ยอมไปตกลงกันดีๆ กับอ้ายโม่งที่รับบทผู้กำกับอยู่หลังฉาก คงได้เห็นการตายหมู่เกิดขึ้นกันอย่างแน่นอน!)
เสียงคำรามของหมาป่ากับหมัดเด็ด ม. 22
หลังการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้แต่งตั้งให้ พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บมจ.ทีโอที หนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญก็คือการเข้าไปรื้อสัญญาสัมปทานที่ ทีโอที ทำกับ AIS และมีลูกหลงกระทบชิ่งไปถึงสัญญาของกสท ที่ทำกับ DTAC ทรูมูฟ และ DPC ด้วย โดยใช้เครื่องจักรกลสังหารซึ่งมีชื่อว่า คณะกรรมการประสานงานตามมาตรา 22 (คณะกรรมการ ม. 22) ตาม พ.ร.บ. “ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐพ.ศ. 2535” อันมีรายละเอียดดังนี้
หมวด 4 การกำกับดูแลและติดตามผล
มาตรา 22 เมื่อได้มีการลงนามในสัญญาแล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานเจ้าของโครงการเป็นประธาน ผู้แทนกระทรวงการคลังหนึ่งคน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหนึ่งคน และผู้แทนจากหน่วยงานอื่นซึ่งมิใช่หน่วยงานเจ้าของโครงการหนึ่งคน ผู้แทนฝ่ายเอกชนที่เข้าร่วมงานหรือดำเนินการหนึ่งคน ผู้แทนกระทรวงเจ้าสังกัดหนึ่งคน และผู้แทนอื่นซึ่งหน่วยงานเจ้าของโครงการเห็นสมควรแต่งตั้งอีกไม่เกินสามคน และรวมกันไม่เกินเก้าคน เป็นกรรมการ
การประชุมของคณะกรรมการประสานงานตามวรรคหนึ่ง และองค์ประชุมให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประสานงานกำหนด
มาตรา 23 ให้คณะกรรมการประสานงานตามมาตรา 22 มีอำนาจและหน้าที่ดังนี้
(1) ติดตามกำกับดูแลให้มีการดำเนินงานตามที่กำหนดในสัญญา
(2) รายงานผลการดำเนินงาน ความคืบหน้า ปัญหา และแนวทางแก้ไขต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อทราบ
ระยะเวลาที่จะต้องรายงานตาม (2) ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประสานงานกำหนดแต่ต้องไม่เกินหกเดือนต่อหนึ่งครั้ง
มาตรา 24 ในกรณีที่ปรากฏว่าหน่วยงานเจ้าของโครงการละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อผูกพันของสัญญาที่ลงนามไปแล้ว ให้ผู้แทนกระทรวงการคลังในคณะกรรมการประสานงานทำรายงานเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
คณะกรรมการประสานงานตามมาตรา 22 (คณะกรรมการ ม. 22) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งขึ้นนี้เริ่มต้นทำงานทันที เชื่อกันว่ากรรมการบางท่านถือธงออกมาจากบ้านเลยว่าทีโอทีทำผิดสัญญา จึงเกิดเกมรื้อค้นสัญญาสัมปทานทุกสัญญา เพื่อหาความผิดออกมาให้ได้ เวลาผ่านมากว่า 2 ปี คณะกรรมการ ม. 22 ยังคงทำงานอยู่ และทุกวันนี้ก็ยังมีการประชุมอยู่ตลอดเวลา กระนั้นก็ยังหาข้อยุติในเรื่องความผิดของทีโอที เกี่ยวกับการทำสัญญาสัมปทานไม่ได้ ว่ากันว่าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ หากมีการประกาศพบความผิดขึ้นจริง บุคคลที่จะเดินเข้าห้องขังน่าจะเป็นคณะกรรมการ ทีโอที และ กสท เกือบทุกคณะนับย้อนหลังไปกว่า 10 ปี ที่ปล่อยให้สัญญาสัมปทานมีข้อผิดพลาด ทำนองว่ารู้ทั้งรู้แต่กลับไม่ยอมแก้ไข ซ้ำร้ายบางท่านก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ม.22 นี้เสียเองด้วย กรรมการบอร์ดทีโอทีและ กสท บางท่านยังรับราชการมีตำแหน่งใหญ่ในกระทรวงฯ หลายท่านเกษียณออกมาเลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน ส่วนที่จะไปเล่นงานข้างฝ่ายเอกชนก็ไม่น่าจะใช่ที่ เพราะเอกชนไม่มีหน้าที่จะต้องรายงาน ครม. ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว
มีเรื่องซุบซิบกันในแวดวงโทรคมไทยว่า เนื่องจากการที่คณะกรรมการ ม. 22 ดังกล่าวได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา โดยมีภารกิจที่เสี่ยงต่อการจูงแขนพรรคพวกตัวเอง ซึ่งอาจรวมตัวเองด้วยเข้าห้องขังไปด้วยคณะกรรมการๆ จึงขอให้ กระทรวงไอซีที ทำหนังสือหารือถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2550 และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีหนังสือตอบข้อหารือเมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 เรื่องเสร็จที่ 291/2550 มีสาระสำคัญดังนี้
“ทศท เป็นคู่สัญญา เป็นการกระทำแทนรัฐ รัฐมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าว การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญามิได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการประสานงานตาม มาตรา 22 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ และเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ การแก้ไขสัญญาโดย ทศท จึงกระทำไปโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ... ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาที่ทำขึ้นยังคงมีผลตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนหรือสิ้นผลโดยเงื่อนเวลาหรือเหตุอื่น...”
* ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 823 ถ้าตัวแทนกระทำการใดโดยปราศจากอำนาจก็ดี... ถ้าตัวการไม่ให้สัตยาบัน ตัวแทนย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยลำพังตนเอง...”
* พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535
มาตรา 6 “ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการที่ประสงค์จะให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในโครงการใด เสนอผลวิเคราะห์ต่อกระทรวงเจ้าสังกัด”
มาตรา 8 “ให้กระทรวงเจ้าสังกัดของหน่วยงานเจ้าของโครงการพิจารณาเสนอผลงานต่อส่วนราชการดังนี้...”
มาตรา 12 “เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในโครงการใดแล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานขึ้น...”
สัญญาของ กสท และ DTAC ก็มีความเห็นเหมือนกับของทีโอทีและ AIS ส่วนกรณีของทรูมูฟและ DPC มีอาการหนักกว่า เพราะสัญญาหลักทำขึ้นหลังปี 2535 หลังจาก พ.ร.บ.ร่วมทุนใช้บังคับ ต่างจากของ AIS และ DTAC ที่สัญญาหลักทำขึ้นก่อนปี 2535 แต่มีสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมที่ทำกันภายหลังปี 2535
คำตอบนี้เป็นเสมือนฝันร้ายของคณะกรรมการ ม. 22 เพราะคำตอบจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแสดงให้เห็นว่าหากพบความผิดขึ้นแล้ว ความผิดนั้นย่อมตกเป็นของทุกคน ไล่ตั้งแต่คณะกรรมการทีโอที และ กสท ทุกชุดที่เกี่ยวข้อง, กระทรวง ICT ฯลฯ และคณะกรรมการทีโอที และ กสท ที่มาจากตัวแทนของหน่วยงานราชการต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงไอซีที อัยการ อาจมีสิทธิ์ติดคุกได้ทุกคน ดังนั้นคณะกรรมการ ม. 22 จึงต้องทำงานอย่างรอบคอบที่สุด จะเห็นได้ว่านับตั้งแต่ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้กินเวลาไปกว่า 2 ปีแล้ว เพิ่งจะมีการพิจารณาไปได้ไม่กี่สัญญา คาดว่าคณะกรรมการชุดนี้จะทำงานเสร็จสิ้นไปพร้อมกับอายุสัมปทานระหว่างทีโอทีและ AIS ในอีก 6 ปีข้างหน้า
คำถามก็คือ ในเมื่อคณะกรรมการ ม.22 ยังทำงานไม่เสร็จและยังไม่มีข้อสรุปใดๆ เลยทำไม สคร. ที่ก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ จึงออกมา ให้ข้อมูลกับ ครม. ดังเป็นข่าวข้างต้นว่า ทั้ง 2 รัฐวิสาหกิจทำสัญญากับบริษัทเอกชนรวม 10 สัญญา และแก้ไขเพิ่มเติมในสัญญาหลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2533 ซึ่ง สคร.ได้ประเมินความเสียหายเบื้องต้นที่เกิดขึ้นว่ามีมูลค่ากว่าแสนล้าน และ สคร.ยังมีข้อสังเกตว่า เห็นสมควรให้กระทรวงไอซีที บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท เร่งดำเนินการให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 โดยให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน
คณะกรรมการ ม. 22 ทำงานมากว่า 2 ปียังไม่มีข้อสรุป แถมเพิ่งพิจารณาไปไม่กี่สัญญา แต่กลับไม่รอให้ทำให้เสร็จ มาออกข่าวว่ากระทรวงไอซีที บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จทั้งหมดภายใน 1 เดือน ถามว่า “ใคร” ต้องการบอก “อะไร” กับสังคม หรือเป็นการส่งสัญญาณถึงผู้ประกอบการเดิม ว่ายังมีดาบอีกเล่มที่พร้อมจะเชือดได้ทันที เพราะหากมีการตัดสินว่าสัญญาสัมปทานเป็นโมฆะ และเอกชนต้องจ่ายค่าเสียหายย้อนหลังเป็นแสนล้าน ก็ต้องถือว่าไม่คุ้มเสียแล้วกับการได้ใบอนุญาตใหม่
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นดูราวกับเป็นเหมือนนิทานเรื่อง หมาป่ากับลูกแกะ อย่างไรเสียผู้ประกอบการเดิมก็ต้องผิด ถ้าไม่ผิดกติกาที่จะประมูลใบอนุญาตใหม่ ก็ต้องผิดสัญญาสัมปทานเดิมเมื่อ 10 ปีก่อน เข้าทำนอง ถ้าเอ็งไม่ผิด ก็เป็นพ่อเอ็งที่ผิด ยังไงเอ็งก็ต้องผิด......
มุมมองข้อพิจารณาโดยนักกฎหมายชั้นครูในเรื่องดังกล่าว
1. พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ เป็นกฎหมายที่กำหนดขั้นตอนให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติ มิใช่บังคับให้เอกชนถือปฏิบัติ การที่ ทีโอทีมิได้ดำเนินการแก้ไขสัญญาตามขั้นตอนของ พ.ร.บ. ดังกล่าวก็เป็นเรื่องภายในของรัฐที่จะต้องพิจารณาว่าเป็นการละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ หาก การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐกระทำให้รัฐได้รับความเสียหาย ก็ต้องหาผู้รับผิดชอบจากเจ้าหน้าที่รัฐเองไม่สามารถบังคับกับเอกชนได้
2. คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาว่า “การแก้ไขสัญญาของทีโอที เป็นการกระทำไปโดยไม่มีอำนาจ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีอำนาจทางกฎหมายที่จะเพิกถอนหรือไม่ก็ได้ และสัญญาจะยังมีผลตราบเท่ายังไม่มีการเพิกถอนหรือสิ้นผล โดยมีเงื่อนเวลาหรือเหตุอื่น และทีโอที เป็นคู่สัญญา เป็นการกระทำแทนรัฐ” ซึ่งหมายความว่า การกระทำของ ทีโอที เป็นการกระทำในฐานะตัวแทนรัฐ แม้ว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะอ้างว่า ทีโอที กระทำไปโดยไม่มีอำนาจก็ตาม แต่บริษัทซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้รับรู้ว่า ทีโอที ไม่มีอำนาจกระทำ และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ ก็เป็นขั้นตอนปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ แม้แต่ ทีโอที ก็ยังเข้าใจว่าที่ผ่านมาตนเองได้กระทำไปโดยมีอำนาจกระทำอย่างถูกต้องแล้ว เพราะไม่เคยมีผู้ใดทักท้วงมาก่อนไม่ว่าจะเป็นกระทรวงต้นสังกัด (คมนาคมและไอซีที) หรือบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐศาสตร์ การเงินการคลัง กฎหมาย หรือแม้แต่ความมั่นคงที่ได้ถูกเชิญให้เข้ามานั่งเป็นคณะกรรมการ รวมไปถึง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ที่มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องในการดำเนินงานและงบการเงินขององค์กรทั้งสอง ต่างก็นิ่งเฉยเสีย กว่าจะรู้ตัวว่าทำไม่ถูกต้องก็เมื่อกฤษฎีกามีความเห็นออกมาแล้ว
ดังนั้น หากคณะรัฐมนตรีไม่ให้สัตยาบันสัญญาที่ทีโอทีได้กระทำดังกล่าว ทีโอทีและ กสท ในฐานะตัวแทนของรัฐก็ต้องรับผิดต่อการกระทำนั้นเอง ไม่สามารถที่จะเรียกร้องให้บริษัทต้องรับผิดใดๆ ร่วมด้วยได้ ตามมาตรา 823 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติหลักไว้ว่า ถ้าตัวแทน (ทีโอที/กสท) กระทำการอันใดโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกเหนือขอบอำนาจ ย่อมไม่ผูกพันตัวการ (รัฐ) เว้นแต่ตัวการจะให้สัตยาบัน ถ้าตัวการไม่ให้สัตยาบัน ตัวแทน (ทีโอที/กสท) ย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยลำพังตนเอง
โดยสรุป ข้อกล่าวหาของ สคร. ย่อมไม่มีผลกับเอกชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใดๆ แล้วยังจะมีหน้ามาเรียกร้องค่าเสียหายจากความบกพร่องในหน้าที่ของตนที่มิได้นำเรื่องขออนุมัติจากครม.ก่อน หาก สคร. คิดจะเดินหน้าเล่นละครเรื่องหมาป่ากับลูกแกะต่อไป ผู้กำกับก็ต้องคิดให้ดีว่า ท้ายที่สุด ดาบเล่มนี้จะฟันคอใครกันแน่...คงได้เห็นการตายหมู่เกิดขึ้น
ตามทำธรรมเนียมของนิทานก่อนนอน ต้องมีสุภาษิตตบท้าย ทุกขโต ทุกขถานัง ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
ท้ายสุดแต่ไม่สุดท้าย ได้ข่าวว่า ผู้กำกับฉากเริ่มถอยฉากที่จะใช้ดาบสามเพราะฟันโดนพวกตัวเองเข้าเต็มที่ จึงมีดำริที่จะใช้ดาบเล่มที่สี่ ที่ถ้าชักออกมาเลือดสาดทั้งแผ่นดิน คือภาษีโทรคมนาคม หากเป็นเช่นนั้นคนที่โดนเต็มๆก็น่าที่จะเป็น ผู้ใช้บริการมากกว่า ไม่เข้าใจจริงๆ คิดอะไรอยู่ ชักดาบออกมาทีไร ทื่อทุกที!!!!
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( จันทร์, 30 พฤศจิกายน 2009 )
|
|
|